จากการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (Committee on World Food Security: CFS) ครั้งที่ 53 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เมื่อวันที่ 20 - 24 ตุลาคม 2568 ได้ให้การรับรองข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบอาหารในเขตเมืองและชานเมือง เพื่อบรรลุความมั่นคงอาหารและโภชนาการในบริบทการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงชนบท (CSF Policy Recommendations on Strengthening Urban and Peri-urban Food Systems to Achieve Food Security and Nutrition in the Context of Urbanization and Rural Transformation) และเห็นชอบให้บรรจุข้อเสนอดังกล่าวไว้ในกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกด้านความมั่นคงอาหารและโภชนาการ (Global Strategic Framework) ของ CFS เพื่อใช้เป็นแนวทางกลางในการกำหนดและดำเนินนโยบายระดับชาติของประเทศสมาชิกต่อไป

 

กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ (กรป.) กรมปศุสัตว์ ได้จัดทำสรุปสาระสำคัญจากข้อเสนอเชิงนโบายของ CFS ข้างต้น เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจ ดังนี้

 

หลักการและเหตุผล (Rationale)

ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2593 ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวของเมืองเป็นแนวโน้มสำคัญหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษที่ 21 โดยปัจจุบันมีประชากรกว่า 1.7 พันล้านคนจาก 2.33 พันล้านคนที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับปานกลางถึงรุนแรง อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองและชานเมือง การเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาด้านความมั่นคงอาหารและโภชนาการของโลก  ทั้งนี้ ความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในระบบเกษตรและอาหาร จึงจะต้องมองผ่านเลนส์ความเชื่อมโยงระหว่างชนบทและเมือง (rural-urban lens) ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการจัดการพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคม การวางแผนการผลิตและการกระจายทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนานโยบายที่สะท้อนความเป็นจริงที่ซับซ้อนของชุมชนที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้

ข้อเสนอเชิงนโยบายของ CFS นี้จึงยึดเอาแนวทางบูรณาการระหว่างเมืองและชนบท เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบอาหารในเมืองและชานเมือง บรรลุสิทธิในการเข้าถึงอาหารที่เพียงพออย่างต่อเนื่องในบริบทของความมั่นคงอาหารระดับชาติ โดยคำนึงถึงความท้าทายหลากหลายประการ เช่น วิกฤติภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความเหลื่อมล้ำ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วและไม่เป็นระบบ โดยเน้นการจัดการแบบบูรณาการที่ให้อำนาจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านบทบาทสำคัญของหน่วยงานท้องถิ่น เทศบาล และภาคส่วนต่าง ๆ ในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างระบบอาหารที่ยุติธรรมและยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางแบบสมัครใจและสอดคล้องกับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ

 

ระบบอาหารในเขตเมืองและชานเมืองเพื่อความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

มุ่งเน้นการจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ได้แก่

  • การผลิต

รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานรัฐระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นควรมีการคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงที่ดิน แหล่งน้ำ และทุนของผู้ผลิตรายย่อย ปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อรักษาพื้นที่เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมงในเขตเมือง ส่งเสริมบริการที่ปรึกษาเกษตรและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เกษตรนิเวศ (Agroecology) รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิต (Aggregation) เพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงตลาดและระบบควบคุมคุณภาพได้

  • การเก็บรักษา กระบวนการแปรรูป การบรรจุ การขนส่ง และการค้าปลีก

รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานรัฐระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ภาคส่วนเอกชน และภาคประชาสังคมควรมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลังจัดเก็บประหยัดพลังงานและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์และตลาดสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย ให้การสนับสนุนนวัตกรรมทางสังคม เช่น สหกรณ์ โมเดลการเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและภาคส่วนนอกระบบให้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นธรรม

  • ตลาดและการค้า

รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานรัฐระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นควรรวมเอาตลาดท้องถิ่นและตลาดนอกระบบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผังเมืองและแผนพัฒนาพื้นที่ ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของตลาดสดและฝึกอบรมผู้ค้าหาบเร่แผงลอยให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย แก้ไขปัญหาพื้นที่ขาดแคลนอาหาร (Food Deserts) และความเหลื่อมล้ำในช่องทางการกระจายสินค้า ใช้มาตรการทางกฎหมายและภาษี (Fiscal Instruments) เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมและนิสัยการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ให้การสนับสนุนตลาดท้องถิ่นและผู้ค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงใช้มาตรการทางภาษีและโภชนาการศึกษาเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

  • การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และโครงการริเริ่มที่ไม่ใช่ตลาด

รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานรัฐระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นควรให้ความสำคัญกับโครงการอาหารโภชนาการสูง เช่น อาหารโรงเรียน โดยเน้นซื้อจากผู้ผลิตในท้องถิ่น และเสริมสร้างศักยภาพในการส่งมอบความช่วยเหลือด้านอาหารและเงินสดแก่ผู้เปราะบางในช่วงวิกฤต

  • การสูญเสียและขยะอาหาร (Food losses and waste: FLW)

หน่วยงานภาครัฐรวมถึงระดับย่อย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็น และระบบจัดการขยะอินทรีย์เพื่อลดการสูญเสีย ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การนำขยะอาหารและผลพลอยได้มาแปรรูปเป็นพลังงานหรือปุ๋ยหมัก และการผลิตพลังงานชีวภาพ

 

ระบบในเขตเมืองและชานเมืองที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันในด้านความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานส่วนท้องถิ่นควรมีการบูรณาการความมั่นคงอาหารเข้ากับแผนผังเมืองและที่อยู่อาศัยเพื่อคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพยากร พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง และบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม อีกทั้งต้องสนับสนุนการนำเกษตรนิเวศและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างทักษะและโอกาสในการทำงานให้แก่เยาวชนทั่วทั้งโครงข่ายเมืองและชนบท

 

ธรรมาภิบาลในเขตเมืองและชานเมืองสำหรับความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

รัฐบาลควรส่งเสริมการบริหารจัดการงบประมาณท้องถิ่นที่สร้างสรรค์และยั่งยืน เช่น การออกพันธบัตรเทศบาล เพื่อระดมทรัพยากรมาลงทุนในระบบอาหารโดยเน้นพื้นที่เปราะบางเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสให้รัฐบาลท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดนโยบายระดับชาติ ผ่านแพลตฟอร์มพหุภาคี เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ รัฐควรประเมินผลกระทบจากภาระหนี้สินสินระดับประเทศต่อความมั่นคงอาหาร และบูรณาการข้อตกลงทางการค้าเข้ากับนโยบายท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิในอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

 

การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบข้อมูล งานวิจัย และความรู้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการติดตามความมั่นคงอาหารและโภชนาการตลอดช่วงความต่อเนื่องระหว่างชนบทและเมือง

หน่วยงานภาครัฐรวมถึงระดับย่อย องค์กรระหว่างประเทศ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนด้านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความมั่นคงอาหารในระดับเมือง โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (GIS) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงการวิจัยแบบพหุวิทยาการ โดยสนับสนุนงบประมาณสำหรับการวิจัยที่เจาะจงบริบทท้องถิ่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้แบบเมืองสู่เมือง (City-to-City Cooperation) และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าแนวทางดังกล่าวมีความครอบคลุมเกี่ยวข้องกับภาคส่วนปศุสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำจะถึงปลายน้ำ ซึ่งสามารถนำแนวทางดังกล่าวมาเชื่อมโยงการดำเนินงานที่หลากหลายของหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กรมปศุสัตว์ได้ อาทิเช่น การส่งเสริมให้นำผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จากเกษตรกรท้องถิ่นเข้าสู่โครงการอาหารโรงเรียนหรือหน่วยงานภาครัฐในเขตเมือง การรับรองและคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงแหล่งน้ำและทรัพยากรการผลิตที่จำเป็นสำหรับผู้ผลิตปศุสัตว์รายย่อย การให้ความรู้และฝึกอบรมแก่ผู้ค้าอาหารในเมือง (รวมถึงร้านขายเนื้อและอาหารสตรีทฟู้ด) ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและสุขอนามัย การดำเนินการตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำของเสียจากปศุสัตว์มาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ (Biogas) หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนเมือง เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการกำกับดูแลภาคปศุสัตว์ทั้งในด้านสุขภาพสัตว์ การกระจายสินค้าปศุสัตว์อย่างครอบคลุม และการบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนและพันธมิตรต่างๆ ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพทัดเทียมระดับสากล

 

อ่านรายละเอียดเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายของ CSF ดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่: https://openknowledge.fao.org/items/fda9f9f0-cd05-41d0-88a1-c9e5b7a32145

และสามารถศึกษาความหมาย บทบาทหน้าที่และความเกี่ยวข้องของกรมปศุสัตว์กับ CFS ได้ที่ลิงก์บทความก่อนหน้า: https://foreign.dld.go.th/index.php/th/public-relation-menu/dilc-contents-menu/mio/aboutcfs